เทคนิคการดูแลรักษาเสื้อผ้าให้ดีอยู่เสมอในช่วงหน้าฝน

ด้วยสภาพอากาศของประเทศไทยที่ค่อนข้างร้อนและอับชื้นเป็นปกติ อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดกลิ่นอับชื้นอันไม่พึงประสงค์ในเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูฝนที่มีสภาพอากาศค่อนข้างอึมครึมและเปียกชื้น การเลือกใช้ไอเทมเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มให้ถูกกับสภาพอากาศจึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เราไม่ควรมองข้าม โดยควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากเส้นใยฝ้ายธรรมชาติ 100% ที่มีคุณสมบัติในแง่ของการระบายอากาศได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งควรศึกษาวิธีการดูแลรักษาไอเทมผ้าฝ้ายเพื่อให้ไอเทมตัวโปรดดูน่าใช้งานอยู่เสมอ

ความชื้นหน้าฝน มักทำให้เกิดปัญหากลิ่นอับในเสื้อผ้า

หลายๆคนมักเก็บสะสมเสื้อผ้าไว้ทีละมากๆแล้วค่อยซักทีเดียว ขอให้ปรับนิสัยมาซักทำความสะอาดเสื้อผ้าให้บ่อยขึ้น อาจรวมเก็บไว้ให้ได้ซัก 6 -7 ชิ้นแล้วก็ทำการซักกันทีนึง เพราะการเก็บสะสมเสื้อผ้าใส่แล้วรวมกันไว้นานๆจะทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตก่อให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ และควรเลือกใช้ผงซักฟอกที่มีส่วนช่วยในการลดกลิ่นอับด้วยก็จะช่วยได้อีก

ปัญหาการตากผ้าไม่แห้งและกลิ่นอับ

มักจะเป็นปัญหาสำคัญสำหรับคนที่อาศัยตามห้องพักเล็กๆ คอนโด ห้องเช่าต่างๆที่มีพื้นที่ไม่เพียงพอกับการตากผ้า หรือไม่มีโอกาสที่จะได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ การหาเครื่องซักผ้าที่มีระบบอบผ้าในตัวจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีในการแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เครื่องซักผ้าที่ดีควรมีเทคโนโลยีทำความสะอาดผ้า เช่น เทคโนโลยีทรูสตรีมที่ใช้พลังงานไอน้ำร้อนบริสุทธิ์ที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ช่วยขจัดเชื้อโรค ไรฝุ่น ขนสัตว์และสารก่อภูมิแพ้ได้อย่างหมดจดถึง 99.9% มอบสุขอนามัยที่ดีให้แก่ผู้ใช้

เทรนด์แฟชั่นในช่วงฤดูฝนแบบนี้คงหนีไม่พ้นไอเทมเสื้อผ้ายอดฮิตที่ผลิตจากเส้นใยฝ้ายธรรมชาติอย่างเสื้อเชิ้ตหรือเสื้อยืดเนื้อนิ่ม เพราะนอกจากจะสวมใส่สบายและไม่ระคายเคืองผิวแล้ว ยังระบายอากาศได้ดี ซึ่งเหมาะกับสภาพอากาศในช่วงนี้เป็นอย่างมาก สำหรับการดูแลรักษาเสื้อผ้าฝ้ายง่ายๆ คือการแยกผ้าสีและผ้าขาวออกจากกัน พร้อมทั้งกลับด้านในของตัวเสื้อออกมาด้านนอกเพื่อป้องกันการซีดจางของเนื้อผ้า ในส่วนของขั้นตอนการซัก ควรซักผ้าด้วยมือในระดับน้ำอุณหภูมิปกติเพื่อป้องกันการหดตัวของเนื้อผ้า แต่หากจำเป็นต้องซักผ้าด้วยเครื่องให้ใช้น้ำอุ่นผสมกับผงซักฟอกหรือน้ำยาซักผ้าที่มีคุณสมบัติในการช่วยถนอมเส้นใยผ้าและสีสันของเนื้อผ้าให้อยู่คงทนมากยิ่งขึ้น

Posted in สุขภาพ | Tagged | Comments Off

การดูแลสุขภาพ กับโรคภัยไข้เจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงหน้าฝน


ช่วงหน้าหนาวแน่นอนว่าไข้หวัด ภูมิแพ้ หรืออาหารข้างเคียงต่างๆ จากการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้คุณมีร่างกายที่อ่อนแอลง และทำให้เป็นโรคได้ง่ายมากขึ้น มารับมือกับโรคภัยไข้เจ็บที่มาในช่วงหน้าฝนกันดีกว่าค่ะ

ช่วงหน้าฝนปีนี้ อากาศมักจะเปลี่ยนแปลงได้บ่อยมาก ยิ่งถ้าคุณเจออากาศเดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาวด้วยแล้ว ร่างกายของคุณก็ยิ่งจะปรับตัวไม่ทัน โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็ต้องตามมาเป็นธรรมดา แล้วยิ่งถ้าคุณยังไม่รู้จะรับมือยังไงกับโรคภัยไข้เจ็บยังไง ให้คุณมีสุขภาพที่ดีด้วยแล้ว ปัญหาต่างๆ ตามมาแน่นอนค่ะ เราไปเรียนรู้วิธีการรับมือเบื้องต้นกันดีกว่าค่ะ

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องสุขภาพ
ไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งติดต่อได้ทางระบบหายใจ เช่น ไอ จาม ทำให้เชื้อโรคกระจายออกมาในอากาศ หรือจากการที่มีเสมหะ น้ำลายของผู้ป่วยเปื้อนอยู่ตามที่ต่าง ๆ เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได แก้วน้ำ แล้วมือเราไปสัมผัสมาแล้วเผลอไปจับจมูก จับหน้าของเราทำให้เชื่อโรคเข้าจมูกหรือตาได้ง่าย อาการโรคภูมิแพ้เกิดจากการที่เรามีโอกาสมากขึ้นในการอยู่ใกล้ชิดกับสิ่งที่เราแพ้ เช่น ช่วงฤดูหนาวคุณและสัตว์เลี้ยงมีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น  ยิ่งถ้าเราแพ้ขนสัตว์อยู่แล้วอาจทำให้เรามีอาการมากขึ้น หรือบางทีเรานอนมากขึ้นในฤดูหนาวทำให้เราแพ้ตัวไรฝุ่นตามที่นอน หมอน มุ้งมากขึ้น สำหรับอาการผื่นแพ้ช่วงอากาศเย็น มีอาการคันตามผิว ผิวแห้ง ลอก เกิดจากอากาศเย็นโดยตรง จึงำให้ผิวหนังของเราเกิดอาการเหล่านี้ได้

โรคที่มีผลกระทบต่อสุขภาพมากที่สุด
โรคไข้หวัดเป็นโรคที่พบว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพมากที่สุดในฤดูฝน เพราะเป็นโรคที่อาจเกิดผลแทรกซ้อนได้ และอาจมีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากได้ โดยเฉพาะถ้ามีการระบาด โดยประเทศไทย มีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ปีละ 20,000 – 50,000 คน/ปี  บางรายเพลียมาก มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัวมากจนต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือหยุดงาน  และมีบางรายที่เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ทำให้ต้องนอนโรงพยาบาล หรือบางรายถึงแก่ชีวิต  ซึ่งมักเป็นผู้ป่วยสูงอายุแต่พบไม่บ่อย เสียชีวิตปีละไม่กี่รายจากจำนวนคนที่ป่วยหลายหมื่นคน  สำหรับอาการของโรคไข้หวัดคือ มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก ระคายคอ โดยโรคนี้พบได้ทุกวัยตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ  แต่ถ้าเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ หรือมีโรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืดอยู่เดิม หรือมีโรคเรื้อรังที่ต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อย ๆ เช่น ไตวาย เบาหวาน โรคหัวใจ และผู้ที่ภูมิคุ้มกันไม่ดี  เช่น ได้ยากดภูมิคุ้มกันอยู่อาจมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อน คือ ปอดอักเสบติดเชื้อจากไข้หวัดใหญ่เองหรือจากเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้มาก

วิธีการรักษา
โรคไข้หวัดโดยทั่วไปจะหายเองภายใน 1-2 สัปดาห์  หรือให้การรักษาตามอาการ คือช่วงที่มีไข้ก็รับประทานยาลดไข้พาราเซตตามอล  เช็ดตัวบ่อย ๆ พักผ่อนมาก ๆ  ไม่ตรากตำทำงานหนัก ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ ถ้าสูบบุหรี่หรือดื่มเหล้าอยู่ต้องงด และรับประทานยาลดอาการต่าง ๆ  เช่น  ถ้าไอก็รับประทานยาแก้ไอ มีน้ำมูกก็รับประทานยาลดน้ำมูก เป็นต้น ในเด็กควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาลดไข้แอสไพริน เนื่องจากอาจเกิดตับวายและสมองอักเสบได้ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการมาก เช่น หอบเหนื่อย ซึม โดยเฉพาะในผู้สูงอายุซึ่งอาจมีไข้ อ่อนเพลียโดยอาการไม่ชัด แล้วมีอาการซึม สับสน ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง อาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาการดังกล่าวจะพบเป็นส่วนน้อย สำหรับยาฆ่าเชื้อไข้หวัดใหญ่โดยเฉพาะ มักไม่ต้องใช้  เพราะโรคจะหายได้เอง จึงใช้เฉพาะในรายที่อาการรุนแรงเท่านั้น

Posted in สุขภาพ | Tagged | Comments Off

แนวทางดูแลสุขภาพและร่างกายให้รอดปลอดภัยในช่วงหน้าฝน

ย่างเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ซึ่งสภาอากาศค่อนข้างแปรปรวนแล้ว สำหรับคนที่ไม่อยากเจ็บป่วย การดูแลสุขภาพในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย จัดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับมือกับไข้หวัด ซึ่งเป็นโรคยอดฮิตของโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เพราะหากว่าไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง ก็อาจจะกลายเป็นโรคหลอดลมอักเสบ และโรคปอดบวมได้ แม้ว่าในช่วงฤดูฝนจะมีทั้งสายฝน และความชื้นอยู่พอสมควร แต่อากาศก็ยังคงร้อนอยู่ดี ซึ่งก็ทำให้ร่างกายของเราเสียเหงื่อไปไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้นเราก็ควรดื่มน้ำเยอะ ๆ ไว้ก่อน เพื่อรักษาอุณหภูมิในร่างกายให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ และเพื่อป้องกันร่างกายสูญเสียน้ำจากการที่เหงื่อออกมาจนเกินไปด้วย ซึ่งแพทย์ก็ได้ย้ำว่า โดยปกติแล้วร่างกายของเราจะสูญเสียน้ำประมาณ 4% ของน้ำหนักร่างกาย ทั้งจากการที่เหงื่อออก และการขับปัสสาวะ อีกทั้งร่างกายจะมีภาวะขาดน้ำต่อเมื่อร่างกายสูญเสียน้ำไปประมาณ 1% ของน้ำหนักตัว ดังนั้นแพทย์จึงแนะนำให้เราดื่มน้ำไม่ต่ำกว่า 1.5 ลิตรในแต่ละวันนั่นเอง ซึ่งภาวะร่างกายขาดน้ำ หรือได้รับน้ำไม่เพียงพอ อาจจะทำให้เกิดอาการหน้ามืด เป็นลมแดด เนื่องจากระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายปรวนแปร

คำแนะนำในการดูแลร่างกายให้ปลอดจากโรคในช่วงฤดูฝนมาให้ดังนี้
- เนื่องจากโรคทางเดินหายใจ ทั้งหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม เกิดขึ้นจากความอ่อนแอของร่างกาย เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันร่างกาย จึงติดเชื้อโรคที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ หรือจากการได้รับละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยที่ไอ จาม ได้ง่าย โดยกลุ่มที่ต้องระวังมากเป็นพิเศษคือ กลุ่มผู้สูงอายุ เด็กเล็ก รวมถึงผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว
- ระวังไม่ให้ถูกฝนหรือสัมผัสอากาศหนาว โดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรรีบอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่นโดยเร็ว
- ออกกำลังกายวันละประมาณ 30 นาที โดยอาจจะต้องเปลี่ยนมาเป็นการออกกำลังกายในร่ม หรือภายในบ้านแทนหากว่าฝนตก เพราะการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อความเจ็บป่วยที่จะเกิดขึ้น
- รับประทานอาหารปรุงสุก สะอาดถูกสุขอนามัย รวมถึงรับประทานผักผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามิน
- การล้างมือให้สะอาด ก็ช่วยให้ร่างกายปลอดภัยจากเชื้อไข้หวัดได้ดีอีกวิธีหนึ่ง
- นอกจากโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจแล้ว ฤดูฝนเช่นนี้ยังต้องระวังโรคติดต่อทางน้ำและทางอาหาร เช่น โรคท้องร่วง บิด ไทฟอยด์ หรืออาหารเป็นพิษด้วย เพราะสภาวะน้ำท่วมขังอาจส่งผลให้น้ำดื่มน้ำใช้มีเชื้อโรคปนเปื้อน ที่สำคัญอย่าลืมระวังโรคไข้เลือดออกที่มียุงเป็นพาหะเอาไว้ด้วยเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ก็เป็นแนวทางดูแลสุขภาพและร่างกายให้รอดปลอดภัยในช่วงหน้าฝน ซึ่งในระหว่างที่ฝนตกบ้างไม่ตกบ้างอย่างนี้ ก็อยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพให้ดี อย่าเผอเรอปล่อยปละละเลยรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ไป จนทำให้เป็นไข้หวัด หรือมีอาการป่วยกันได้นะคะ

Posted in สุขภาพ | Tagged , | Comments Off

การให้ความสำคัญกับการดูแลผิวพรรณในช่วงหน้าฝน

ฤดูฝนในประเทศไทย

มักจะมีอากาศร้อนสลับกับเย็น รวมถึงความชื้นในอากาศที่เพิ่มขึ้น เป็นผลให้เกิดปัญหาทางสุขภาพหลายอย่างตามมา เช่น ไข้หวัด หรืออาการภูมิแพ้ ดังนั้น เราจึงควรเตรียมตัวเพื่อพร้อมรับกับปัญหาสุขภาพต่างๆ เหล่านี้ ผิวพรรณ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณผู้หญิงต้องสนใจ ถึงแม้ว่าในฤดูฝนการดูแลรักษาผิวจะง่ายกว่าในฤดูอื่นๆ แต่ปัญหาที่พบบ่อย คือ การเป็นสิวเพิ่มขึ้น เพราะความชื้นสูงในอากาศจะทำให้เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของสิวเจริญเติบโตได้ดี ประกอบกับเมื่อผิวหน้าสัมผัสน้ำฝนที่มีเชื้อโรค ฝุ่นละออง หรือสารเคมี ก็ยิ่งทำให้เกิดสิวได้ง่าย การดูแลผิวหน้าจึงควรเริ่มจากการทำความสะอาดผิวหน้า โดยทำเป็นประจำวันละ 2 ครั้ง เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกและน้ำมันส่วนเกิน หลีกเลี่ยงการขัด หรือถูหน้าอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์อย่างสม่ำเสมอเพื่อคืนความชุ่มชื่นให้แก่ผิว หากมีสิวห้ามกดหรือแกะโดยเด็ดขาด เพราะทำให้เกิดรอยแดงหรือดำ รวมถึงแผลเป็นจากสิวได้

เพราะอากาศในฤดูฝนทั้งร้อนและชื้น

ทำให้เหงื่อไหลออกตามน่างกาย จึงเป็นเหตุทำให้ต่อมไขมันในร่างกายทำงานมากจนอาจสามารถเกิดดารอุดตันได้ ดังนั้นคุณผู้หญิงควรหาผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน บอบบางต่อผิวหนัง มาใช้ทำความสะอาดและบำรุงผิวเพื่อให้ผิวคงความชุ่มชื่นอย่างเหมาะสมอยู่เสมอ การหลีกเลี่ยงฝนเป็นวิธีและทางออกที่ดีสุดต่อทั้งร่างกายและผิวพรรณ จะได้ไม่ต้องคอยมานั่งหงุดหงิดเพราะเสื้อผ้าหน้าฝนเปียกชื้นเพราะฝนดังนั้นหากต้องเผชิญกับฝนอย่างที่คุณผู้หญิงเลี่ยงไม่ได้แล้วละก็ควรพกร่มติดกระเป่าไว้ หรือ เสื้อกันฝนไปเลยได้ยิ่งดี

วิธีการดูแลผิวให้ไกลสิวในช่วงหน้าฝน

1.ทำความสะอาดผิวหน้าด้วยการล้างหน้าเป็นประจำวันละ 2 ครั้ง ใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิวหน้า
2.หลายคนเมื่อเป็นสิวก็อดไม่ได้ที่จะแกะ เกา หรือบีบบริเวณหัวสิว ซึ่งการกระทำเหล่านี้จะทำให้เกิดเป็นร่อง รอยดำ รอยแดงบนใบหน้า
3.ทำความสะอาดผิวหลังล้างหน้าด้วยการใช้โทนเนอร์ที่ปราศจากแอลกอฮอล์ในการทำความสะอาดและกระชับรูขุมขนอีกครั้ง
4.เมื่อผิวหน้าพร้อมก็ถึงขั้นตอนของการใช้มอยซ์เจอไรเซอร์เพื่อคืนความชุ่มชื่นให้แก่ผิวอีกทางหนึ่ง
5.สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับครีมกันแดด เพื่อช่วยปกป้องใบหน้าจากรังสี UVA และ UVB ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว
6.เลือกรองพื้นที่เป็น Water-Based และ Noncomedogenic ก็ช่วยคลายกังวลเรื่องสิวขณะแต่งหน้าไปได้
7.สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือขั้นตอนการฟื้นฟูสภาพผิว พร้อมปรับสมดุลของผิวด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

Posted in สุขภาพ | Tagged , , | Comments Off

สภาพอากาศประเทศไทยอยู่ใต้อิทธิพลของลมมรสุมฤดูร้อน

ประเทศไทยมีที่ตั้งอยู่ในซีกโลกเหนือทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของภาคพื้นทวีปยูเรเซีย โดยทางเหนือของประเทศประกอบด้วย ภาคพื้นดินกว้างใหญ่ ส่วนทางตอนใต้และทางตะวันออกของประเทศจะเป็นภาคพื้นน้ำที่กว้างใหญ่เช่นเดียวกัน จากการที่ประเทศไทยมีที่ตั้งอยู่ระหว่างพื้นดินและพื้นน้ำที่กว้างขวางนี้เองจึงทำให้ประเทศไทยอยู่ใต้อิทธิพลของลมมรสุมฤดูร้อนที่พัดจากน้ำเข้าสู่ภาคพื้นทวีป และลมมรสุมฤดูหนาวที่พัดจากภาคพื้นทวีปลงสู่ทะเล อันเป็นผลให้ในช่วงฤดูร้อน ประเทศไทยจะมีสภาพอากาศชุ่มชื้นและมีฝนตกชุกติดต่อกันโดยเฉลี่ยประมาณ 6 เดือน ส่วนในช่วงฤดูหนาวจะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม ฤดูหนาวจึงทำให้มีสภาพอากาศที่แห้งแล้งและหนาวเย็น ราวๆ 3 เดือนเท่านั้น ส่วนระยะเวลาที่เหลืออีกประมาณ 3 เดือนจะเป็นช่วงที่อากาศร้อนและแห้งแล้งมาก

ภาวะโลกร้อนนี้มีผลต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิต

เนื่องจากอุณหภูมิโดยรวมสูงขึ้นทำให้ฤดูกาลต่างๆเปลี่ยนแปลงไป สิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้ ก็จะค่อยๆตายลงและอาจสูญพันธุ์ไปในที่สุด สำหรับผลกระทบต่อมนุษย์นั้นอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นอาจทำให้บางพื้นที่กลายเป็นทะเลทราย ประชาชนขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม บางพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมหนักเนื่องจากฝนตกรุนแรงขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกและบนยอดเขาสูงละลายทำให้ปริมาณน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น พื้นที่ชายฝั่งทะเลได้รับผลกระทบโดยตรง อาจทำให้บางพื้นที่จมหายไปอย่างถาวร

ภูมิอากาศของประเทศไทยขึ้นอยู่กับระบบของลมมรสุมที่พัดตามฤดูกาล

- ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จะเริ่มประมาณกลางเดือนตุลาคมไปจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ แต่บางที่อาจจะเลยไปถึงเดือนมีนาคมได้ ลมนี้มีความสัมพันธ์กับ ฤดูหนาวใน ซีกโลกเหนือ คือพื้นดินของทวีปเอเชียมีความหนาวเย็น อุณหภูมิลดลงต่ำ มีความกดอากาศสูง ซึ่งศูนย์กลางอยู่ที่ไซบีเรีย ส่วนบริเวณทางใต้มีลักษณะตรงกันข้ามทำให้เกิดลมพัดจากแผ่นดินสู่พื้นน้ำ เป็นลมหนาวแห้งแล้งพัดออกจากศูนย์กลาง ความกดอากาศสูง พัดมายังประเทศไทยทางภาคเหนือ ภาคตะวันออก เฉียงเหนือ ภาคกลาง ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออก ลมนี้จะพัดผ่านอ่าวไทยจึงนำฝนมาตกด้วย

- ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในฤดูร้อนของซีกโลกเหนือ บริเวณทวีปเอเชียเป็นแหล่งความร้อนระอุ อุณหภูมิสูง ความกดอากาศต่ำ ส่วนในบริเวณน่านน้ำมหาสมุทร แปซิฟิก และอินเดีย ไม่ร้อนเท่ามีความกดอากาศสูง ทำให้มีลมพัดจากบริเวณน่านน้ำสู่พื้นทวีป เป็นลมตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อพัดข้ามเส้นศูนย์สูตรลมจะเบี่ยงเบนไปทาง ขวามือ กลายเป็นลมตะวันออก เฉียงใต้ ลมนี้จะพัดตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนกันยายน ส่วนภาคใต้ของประเทศไทยลมนี้จะไปสิ้นสุดราวกลางเดือนตุลาคม ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นฤดูฝนของ ประเทศไทย

- ลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ เป็นลมพัดประจำตลอดเวลา 3 เดือน จากเดือนกุมภาพันธ์-เดือนเมษายน เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือถอยไปจากภาคใต้ จึงมีลมจากทาง ทิศใต้และตะวันออกเฉียงใต้พัดเข้ามาแทนที่ ลมนี้พัดมาจากความกดอากาศสูงในทะเลจีนใต้ เป็นลมที่ร้อนและชื้น ทำให้อุณหภูมิสูงโดยทั่วไป ในช่วงนี้ ภาคใต้จะมีฝนตกน้อยกว่าระยะอื่นของปี

Posted in สุขภาพ | Tagged , , | Comments Off