การให้ความสำคัญกับการดูแลผิวพรรณในช่วงหน้าฝน

ฤดูฝนในประเทศไทย

มักจะมีอากาศร้อนสลับกับเย็น รวมถึงความชื้นในอากาศที่เพิ่มขึ้น เป็นผลให้เกิดปัญหาทางสุขภาพหลายอย่างตามมา เช่น ไข้หวัด หรืออาการภูมิแพ้ ดังนั้น เราจึงควรเตรียมตัวเพื่อพร้อมรับกับปัญหาสุขภาพต่างๆ เหล่านี้ ผิวพรรณ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณผู้หญิงต้องสนใจ ถึงแม้ว่าในฤดูฝนการดูแลรักษาผิวจะง่ายกว่าในฤดูอื่นๆ แต่ปัญหาที่พบบ่อย คือ การเป็นสิวเพิ่มขึ้น เพราะความชื้นสูงในอากาศจะทำให้เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของสิวเจริญเติบโตได้ดี ประกอบกับเมื่อผิวหน้าสัมผัสน้ำฝนที่มีเชื้อโรค ฝุ่นละออง หรือสารเคมี ก็ยิ่งทำให้เกิดสิวได้ง่าย การดูแลผิวหน้าจึงควรเริ่มจากการทำความสะอาดผิวหน้า โดยทำเป็นประจำวันละ 2 ครั้ง เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกและน้ำมันส่วนเกิน หลีกเลี่ยงการขัด หรือถูหน้าอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์อย่างสม่ำเสมอเพื่อคืนความชุ่มชื่นให้แก่ผิว หากมีสิวห้ามกดหรือแกะโดยเด็ดขาด เพราะทำให้เกิดรอยแดงหรือดำ รวมถึงแผลเป็นจากสิวได้

เพราะอากาศในฤดูฝนทั้งร้อนและชื้น

ทำให้เหงื่อไหลออกตามน่างกาย จึงเป็นเหตุทำให้ต่อมไขมันในร่างกายทำงานมากจนอาจสามารถเกิดดารอุดตันได้ ดังนั้นคุณผู้หญิงควรหาผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน บอบบางต่อผิวหนัง มาใช้ทำความสะอาดและบำรุงผิวเพื่อให้ผิวคงความชุ่มชื่นอย่างเหมาะสมอยู่เสมอ การหลีกเลี่ยงฝนเป็นวิธีและทางออกที่ดีสุดต่อทั้งร่างกายและผิวพรรณ จะได้ไม่ต้องคอยมานั่งหงุดหงิดเพราะเสื้อผ้าหน้าฝนเปียกชื้นเพราะฝนดังนั้นหากต้องเผชิญกับฝนอย่างที่คุณผู้หญิงเลี่ยงไม่ได้แล้วละก็ควรพกร่มติดกระเป่าไว้ หรือ เสื้อกันฝนไปเลยได้ยิ่งดี

วิธีการดูแลผิวให้ไกลสิวในช่วงหน้าฝน

1.ทำความสะอาดผิวหน้าด้วยการล้างหน้าเป็นประจำวันละ 2 ครั้ง ใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิวหน้า
2.หลายคนเมื่อเป็นสิวก็อดไม่ได้ที่จะแกะ เกา หรือบีบบริเวณหัวสิว ซึ่งการกระทำเหล่านี้จะทำให้เกิดเป็นร่อง รอยดำ รอยแดงบนใบหน้า
3.ทำความสะอาดผิวหลังล้างหน้าด้วยการใช้โทนเนอร์ที่ปราศจากแอลกอฮอล์ในการทำความสะอาดและกระชับรูขุมขนอีกครั้ง
4.เมื่อผิวหน้าพร้อมก็ถึงขั้นตอนของการใช้มอยซ์เจอไรเซอร์เพื่อคืนความชุ่มชื่นให้แก่ผิวอีกทางหนึ่ง
5.สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับครีมกันแดด เพื่อช่วยปกป้องใบหน้าจากรังสี UVA และ UVB ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว
6.เลือกรองพื้นที่เป็น Water-Based และ Noncomedogenic ก็ช่วยคลายกังวลเรื่องสิวขณะแต่งหน้าไปได้
7.สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือขั้นตอนการฟื้นฟูสภาพผิว พร้อมปรับสมดุลของผิวด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

สภาพอากาศประเทศไทยอยู่ใต้อิทธิพลของลมมรสุมฤดูร้อน

ประเทศไทยมีที่ตั้งอยู่ในซีกโลกเหนือทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของภาคพื้นทวีปยูเรเซีย โดยทางเหนือของประเทศประกอบด้วย ภาคพื้นดินกว้างใหญ่ ส่วนทางตอนใต้และทางตะวันออกของประเทศจะเป็นภาคพื้นน้ำที่กว้างใหญ่เช่นเดียวกัน จากการที่ประเทศไทยมีที่ตั้งอยู่ระหว่างพื้นดินและพื้นน้ำที่กว้างขวางนี้เองจึงทำให้ประเทศไทยอยู่ใต้อิทธิพลของลมมรสุมฤดูร้อนที่พัดจากน้ำเข้าสู่ภาคพื้นทวีป และลมมรสุมฤดูหนาวที่พัดจากภาคพื้นทวีปลงสู่ทะเล อันเป็นผลให้ในช่วงฤดูร้อน ประเทศไทยจะมีสภาพอากาศชุ่มชื้นและมีฝนตกชุกติดต่อกันโดยเฉลี่ยประมาณ 6 เดือน ส่วนในช่วงฤดูหนาวจะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม ฤดูหนาวจึงทำให้มีสภาพอากาศที่แห้งแล้งและหนาวเย็น ราวๆ 3 เดือนเท่านั้น ส่วนระยะเวลาที่เหลืออีกประมาณ 3 เดือนจะเป็นช่วงที่อากาศร้อนและแห้งแล้งมาก

ภาวะโลกร้อนนี้มีผลต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิต

เนื่องจากอุณหภูมิโดยรวมสูงขึ้นทำให้ฤดูกาลต่างๆเปลี่ยนแปลงไป สิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้ ก็จะค่อยๆตายลงและอาจสูญพันธุ์ไปในที่สุด สำหรับผลกระทบต่อมนุษย์นั้นอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นอาจทำให้บางพื้นที่กลายเป็นทะเลทราย ประชาชนขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม บางพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมหนักเนื่องจากฝนตกรุนแรงขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกและบนยอดเขาสูงละลายทำให้ปริมาณน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น พื้นที่ชายฝั่งทะเลได้รับผลกระทบโดยตรง อาจทำให้บางพื้นที่จมหายไปอย่างถาวร

ภูมิอากาศของประเทศไทยขึ้นอยู่กับระบบของลมมรสุมที่พัดตามฤดูกาล

- ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จะเริ่มประมาณกลางเดือนตุลาคมไปจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ แต่บางที่อาจจะเลยไปถึงเดือนมีนาคมได้ ลมนี้มีความสัมพันธ์กับ ฤดูหนาวใน ซีกโลกเหนือ คือพื้นดินของทวีปเอเชียมีความหนาวเย็น อุณหภูมิลดลงต่ำ มีความกดอากาศสูง ซึ่งศูนย์กลางอยู่ที่ไซบีเรีย ส่วนบริเวณทางใต้มีลักษณะตรงกันข้ามทำให้เกิดลมพัดจากแผ่นดินสู่พื้นน้ำ เป็นลมหนาวแห้งแล้งพัดออกจากศูนย์กลาง ความกดอากาศสูง พัดมายังประเทศไทยทางภาคเหนือ ภาคตะวันออก เฉียงเหนือ ภาคกลาง ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออก ลมนี้จะพัดผ่านอ่าวไทยจึงนำฝนมาตกด้วย

- ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในฤดูร้อนของซีกโลกเหนือ บริเวณทวีปเอเชียเป็นแหล่งความร้อนระอุ อุณหภูมิสูง ความกดอากาศต่ำ ส่วนในบริเวณน่านน้ำมหาสมุทร แปซิฟิก และอินเดีย ไม่ร้อนเท่ามีความกดอากาศสูง ทำให้มีลมพัดจากบริเวณน่านน้ำสู่พื้นทวีป เป็นลมตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อพัดข้ามเส้นศูนย์สูตรลมจะเบี่ยงเบนไปทาง ขวามือ กลายเป็นลมตะวันออก เฉียงใต้ ลมนี้จะพัดตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนกันยายน ส่วนภาคใต้ของประเทศไทยลมนี้จะไปสิ้นสุดราวกลางเดือนตุลาคม ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นฤดูฝนของ ประเทศไทย

- ลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ เป็นลมพัดประจำตลอดเวลา 3 เดือน จากเดือนกุมภาพันธ์-เดือนเมษายน เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือถอยไปจากภาคใต้ จึงมีลมจากทาง ทิศใต้และตะวันออกเฉียงใต้พัดเข้ามาแทนที่ ลมนี้พัดมาจากความกดอากาศสูงในทะเลจีนใต้ เป็นลมที่ร้อนและชื้น ทำให้อุณหภูมิสูงโดยทั่วไป ในช่วงนี้ ภาคใต้จะมีฝนตกน้อยกว่าระยะอื่นของปี

ผลกระทบและความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในช่วงหน้าฝนต่อสุขภาพอนามัย

ประเทศไทยจะเข้าสู่ช่วงหน้าฝนในเดือนพฤษภาคมที่เกิดจากการพัดผ่านของลมมรสุมที่ปกคลุมประเทศไทย และความกดอากาศต่ำ ทำให้ฝนตกชุก จะอยู่ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมไปจนถึงปลายเดือนมิถุนายน โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากทำให้เกิดเหตุอุทกภัย

ประเทศไทยในเวลานี้เป็นช่วงที่มีสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวฝนตก เพราะเหตุนี้เราจึงต้องหันมาดูแลสุขภาพ เพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลง และป้องกันการเกิดโรคต่างๆตามมา โดยเฉพาะโรคไข้หวัด เพราะหากไม่มีการดูแลรักษาที่ดี อาจส่งผลให้เป็นโรคหลอดลมอักเสบได้ และสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ ก็ควรหันมาดูแลสุขภาพมากกว่าคนอื่น และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายนั้นไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายสมบูรณ์ ยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคอีกด้วย การออกกำลังกายมีหลายวิธี เช่น การเดิน การวิ่ง การขี่จักรยาน และการออกกำลังกายที่เหมาะสมควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที ต่อวัน แค่นี้ร่างกายของเราก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆ

นอกจากโรคหวัด ภูมิแพ้ ยังมีโรคหลอดลมอักเสบ และโรคปอดบวม ที่พบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน ซึ่งโรคปอดบวมนี้ถือว่าเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะหากเกิดในเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี หรือผู้สูงอายุ หากพบว่าตนเองมีอาการผิดปกติ หรือบุคคลใกล้ชิดสังเกตเห็น ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที

การออกกำลังกายที่ถูกต้องควรเริ่มจากเบาๆ ก่อน แล้วค่อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ร่างกายเกิดการปรับตัว แต่เมื่อเพิ่มแล้วไม่ควรหนักเกินไป โดยเฉพาะสภาพอากาศที่ร้อนจัด ที่ทำให้เกิดโรคที่อันตรายได้ นอกจากนี้ระหว่างการออกกำลังกายควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพราะจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ดังนั้น หาก    เราดูแลสุขภาพได้เป็นอย่างดีแล้ว ไม่เพียงแต่ช่วยให้มีสุขภาพดีในช่วงหน้าฝนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรงในระยะยาวได้อีกด้วย

ช่วงหน้าฝนทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้น เชื้อโรคเหล่านี้สามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ถ้าไม่อยากเป็นโรค เราควรดูแลรักษาสุขภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อโรคร้าย ที่ระบาดในช่วงหน้าฝนนี้

วิธีคืนความสมดุลให้กับร่างกายรับสภาพอากาศในช่วงหน้าฝน

ความสมดุลในร่างกาย คือ การที่ระบบอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานอย่างสัมพันธ์กัน โดยความสมดุลของร่างกายอยู่ที่ประมาณ 37 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าอุณหภูมิภายนอกจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นร้อน เย็น หรือชื้น ร่างกายก็จะปรับอุณหภูมิภายในให้อยู่สภาวะคงที่ 37 องศา

แต่อากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในช่วงหน้าฝน บางครั้งก็ร้อนอบอ้าว บางครั้งก็ร้อนชื้น ปริมาณความชื้นในอากาศที่เพิ่มขึ้น ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันและเกิดความไม่สมดุล จึงแสดงอาการต่าง ๆ ออกมา เช่น เจ็บคอ เป็นหวัด น้ำมูกไหลตลอดเวลา ผื่นแพ้ผิวหนัง ฯลฯ

แต่ในทางกลับกันอุณหภูมิ และสภาพอากาศเช่นนี้เป็นที่ชื่นชอบเหมาะในการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี คนที่มีปัญหาเรื่องภูมิแพ้อากาศจึงมีโอกาสเป็นได้บ่อยและมากกว่าปกติ ดังนั้นเราจึงควรหาวิธีดูแลและเตรียมตัวรับมือกับอากาศที่แปรปรวนในช่วงหน้าฝน เพื่อคืนความสมดุลให้กับร่างกายเสียแต่เนิ่น ๆ

วิธีคืนความสมดุลให้กับร่างกายในช่วงหน้าฝนว่า ช่วงนี้อากาศค่อนข้างแปรปรวน ไม่โปร่งโล่งสบาย เชื้อไวรัสจึงเติบโตได้ดี และมีอายุในการเจริญเติบโตได้นานกว่าช่วงอื่น ๆ ทำให้โรคที่พบส่วนใหญ่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไซนัส ภูมิแพ้ผิวหนัง ภูมิแพ้อากาศ เป็นต้น เมื่อไม่สามารถควบคุมสภาวะอากาศให้บริสุทธิ์สดชื่นและสมดุลได้ เราจึงควรสร้างสมดุลให้กับตัวเองเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ด้วย 10 วิธีง่าย ๆ ช่วยรับมือกับอากาศแปรปรวนในหน้าฝน

1. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 1.5 ลิตร เพื่อให้สมดุลของอุณหภูมิในร่างกายคงที่ จะช่วยทำให้โอกาสการติดเชื้อลดลง

2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ถ้านอนหลับยาก ลองรับประทานกล้วยหอมก่อนนอน ซึ่งกล้วยหอมจะมีสารทริปโตเฟน ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและหลับได้ง่ายขึ้น

3. หน้าฝนมักจะไม่ค่อยเสียเหงื่อ เพราะอากาศชื้น ควรออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายได้ขับของเสีย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายวิธีหนึ่งด้วย

4. อาหารที่ควรรับประทานอาหาร ได้แก่ ขิง ข่า ตะไคร้ ใบกะเพรา กระชาย เป็นต้น เพราะเป็นอาหารที่มีความเผ็ดร้อน เป็นการเพิ่มอุณหภูมิให้แก่ร่างกาย

5. อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงรับประทาน คือ อาหารที่มีฤทธิ์เย็น รสขม เพราะจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลงมากกว่าเดิม ส่งผลให้ระบบการย่อยทำงานหนัก ย่อยยาก

6. ไม่ควรอยู่ในที่อึดอัด เพราะจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ควรอยู่ที่อากาศแห้งและถ่ายเทสะดวก เปิดประตูหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ และทำตัวเป็นมนุษย์สะอาด ล้างมือทุกครั้งหลังทำกิจกรรมเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค

7. หน้าฝนอากาศไม่ปลอดโปร่ง ทำให้คนมีจิตใจหดหู่ ควรหาเวลาไปพักผ่อนเพื่อเพิ่มออกซิเจนบริสุทธิ์ให้กับร่างกาย

8. อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้ร่างกายเสียสมดุลได้ง่าย เสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วยการรับประทานวิตามินซีเสริมวันละ 500-1,000 มิลลิกรัม

9. ควรใส่เสื้อผ้าสีสดใส เพื่อเติมพลังงานให้กับจิตใจ ใครจะคิดบ้างว่าแค่การปรับเปลี่ยนสีเสื้อผ้าก็ทำให้อารมณ์คุณเปลี่ยนแล้ว

10. นอกจากเตรียมความพร้อมของร่างกายแล้ว ควรเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ ทำจิตใจให้สงบนิ่ง ด้วยการนั่งสมาธิ เพื่อรับมือกับทุกสภาวะ

ไม่ว่าสภาพอากาศบ้านเราจะเป็นอย่างไร เราก็ควรใส่ใจกับสุขภาพของตัวเองด้วย และดูแลสุขภาพให้เหมาะกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยนะค่ะ

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศอาจจะทำให้ร่างกายเกิดอาการไม่สบายได้

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศอาจจะทำให้ร่างกายเกิดอาการไม่สบายได้

จากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง อากาศที่ร้อนขึ้น และความชื้นที่เพิ่มมากขึ้นจะทำให้ภัยธรรมชาติต่างๆ เกิดบ่อยครั้งและรุนแรง จะทำให้เกิดพายุรุนแรงและสภาพอากาศแปรปรวนบ่อยครั้งขึ้น รวมไปถึงอัตราเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของแนวโน้มอุทกภัยแบบฉับพลันด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งในช่วงเดือนมีนาคม 2554 ที่ผ่านมาประเทศไทยได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดไม่ว่าจะเป็นการแปรปรวนของสภาพอากาศทำให้ประเทศไทยมีอากาศหนาวเย็นลงจนต้องรื้อเสื้อกันหนาวมาใส่ ทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงของฤดูร้อน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน และต่อมาในช่วงปลายเดือนมีนาคมได้เกิดอุทุกภัยและดินถล่มในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากขาดแคลนอาหารน้ำดื่ม ไร้ที่อยู่อาศัย และก่อให้เกิดภาวะเครียด บางคนถึงกับฆ่าตัวตาย เนื่องจากสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมาก เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล ดังนั้นคนจำนวนมากจึงไม่ได้เตรียมความพร้อมที่รับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งในอนาคตเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นและรุนแรงมากขึ้น ทำให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยต่างมีชีวิตอยู่อย่างหวาดผวา และวิตกจริตมากขึ้น

ภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นไม่เพียง แต่ส่งกระทบที่รุนแรงต่อประเทศไทยในทางกายภาพเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศชาติ เช่นเดียวกัน กล่าวคือ การยุบตัวของพื้นที่ชายฝั่ง ภูมิอากาศแปรปรวน โรคระบาดรุนแรง และผลกระทบอื่นๆ ส่งผลให้มีประชากรบาดเจ็บล้มตาย ทิ้งที่ทำกิน และไร้ที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ประชาชนยังจะได้รับความเดือดร้อนจากการ ขาดแคลนอาหารและน้ำดื่มที่ถูกสุขลักษณะระหว่างภาวะน้ำท่วม และความเสียหายที่เกิดกับระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ  ซึ่งโดยมาก ผู้ที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจะเป็นประชาชนที่มีความยากจน และไม่มีทุนทรัพย์พอที่จะป้องกันผลกระทบของภาวะโลกร้อนได้ ยกตัวอย่างเช่น การป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มในพื้นที่ทำกิน อาจทำได้โดยการสร้างเขื่อน และประตูน้ำป้องกันน้ำเค็ม แต่วิธีการนี้ต้องลงทุนสูง ดังนั้นเมื่อราคาของการป้องกันสูงเกินกว่าที่ชาวนาจะสามารถรับได้ การทิ้งพื้นที่ทำกินในบริเวณที่ให้ผลผลิตต่ำจึงเป็นทางออกที่คาดว่าจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ ความเสียหายต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมที่สำคัญตามแนวชายฝั่งที่ยุบตัว ภัยธรรมชาติ และความเสียหายที่เกิดจากเหตุการณ์ธรรมชาติที่รุนแรง ล้วนส่งผลให้ผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าออกหลักของประเทศมีปริมาณลดลง พื้นที่ที่คุ้มค่าแก่การป้องกันในเชิงเศรษฐกิจ และพื้นที่ที่มีการพัฒนาสูง อาจได้รับการป้องกันล่วงหน้า เช่น นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จำต้องมีโครงสร้างป้องกันกระแสคลื่น ซึ่งจะรุนแรงขึ้นเมื่อน้ำทะเลสูงขึ้น หรือการสร้างกำแพงกั้นน้ำทะเลหรือเขื่อน เพื่อป้องกันการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทางการเกษตร และการทำนาเกลือ เป็นต้น

WordPress Themes