การป้องกันโรคติดต่อที่มักเกิดขึ้นในฤดูฝน

12

ในฤดูฝน อากาศเริ่มเย็นลงและมีความชื้นสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนี้ เป็นสาเหตุทำให้โรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว โรคที่สำคัญที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในฤดูนี้ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ รวมถึงไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ โรคไข้หวัดนก โรคปอดอักเสบ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง นอกจากนี้ในต่างจังหวัดบางพื้นที่ อาจมีการระบาดของโรคฉี่หนู หรือโรคแลปโตสไปโรซิส หรือโรคที่มียุงเป็นพาหะนำโรค เช่น ไข้มาลาเรีย โรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเจอี เป็นต้น กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ได้ออกประกาศเตือนประชาชนในการป้องกันโรคติดต่อที่มักเกิดขึ้นในฤดูฝน โดยมี 5กลุ่ม รวม 15 โรค ได้แก่

กลุ่มโรคติดต่อของระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ โรคเหล่านี้เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร ที่ลำไส้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาจมีไข้ ปวดบิดในท้อง และหากติดเชื้อบิดอาจมีมูกหรือเลือดปนอุจจาระได้ นอกจากนี้เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ และบี ยังสามารถติดต่อได้จากการรับประทานอาหารปนเปื้อนเชื้อ ผู้ที่มีอาการตับอักเสบจะมีไข้ อ่อนเพลีย มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองหรือดีซ่าน คลื่นไส้อาเจียน ดังนั้นในหน้าฝนนี้จึงควรระมัดระวังอาหารการกินเป็นพิเศษ โดยรับประทานอาหารที่สุกใหม่ ๆ สะอาด ใช้ช้อนกลาง

กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนังที่พบบ่อย คือ โรคแลปโตสไปโรซิสหรือไข้ฉี่หนู อาการเด่น คือ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขาอย่างรุนแรง และตาแดง ประมาณร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยโรคนี้อาจมีอาการรุนแรง เช่น ดีซ่าน ไตวาย หรือช็อคได้ โรคนี้มักเป็นเกิดในที่ที่มีน้ำท่วม ผู้ที่บ้านมีหนูมาก เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน คนงานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โค สุกร ปลา ผู้ที่ทำงานขุดท่อระบายน้ำ เหมืองแร่ โรงฆ่าสัตว์ เป็นต้น

กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจที่พบบ่อย ได้แก่ โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม โดยเฉพาะในปัจจุบันมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ H1N1 ซึ่งเป็นโรคระบาดใหม่ ที่ขณะนี้พบการระบาดทั่วประเทศ และโรคไข้หวัดนกที่มีแหล่งแพร่ระบาดมาจากสัตว์ปี เชื้ออาจมีการผสมข้ามสายพันธุ์กับเชื้อไข้หวัดใหญ่ในคนที่อยู่ในช่วงระบาดในฤดูฝนได้

Posted in สุขภาพ | Comments Off

การป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่าที่เกิดขึ้นในฤดูฝน

1_displayจากสภาพอากาศร้อนอบอ้าวและมีความชื้นสูง หากมีพายุฝนฟ้าคะนองจะมีโอกาสเกิดฟ้าผ่าได้ง่าย ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือกับวัยรุ่น แทบจะเรียกได้ว่าเป็นของคู่กันไปแล้ว ซึ่งการใช้โทรศัพท์มือถือขณะที่เกิดฝนฟ้าคะนอง หลายคนอาจคิดว่าไม่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาก็เพียงพอแล้ว แต่นั้นเป็นวิธีคิดที่ผิด เพราะต่อให้ไม่ใช้อย่างไรก็ยังมีโอกาสที่ผู้อื่นโทรเข้ามาได้หรือ เพียงแค่การรับข้อความ SMS,MMS หรือจะ GPRS ก็เพียงพอที่จะทำให้มือถือกลายเป็นสายล่อฟ้าได้แล้ว และหลายคนอาจคิดว่าการใช้อินเทอร์เน็ตจากโทรศัพท์มือถือ ไม่ใช่การโทรเข้า-ออก คงไม่ถูกฟ้าผ่า นั่นก็เป็นอีกหนึ่งวิธีคิดที่ผิด เพราะสาเหตุการถูกฟ้าผ่าโทรศัพท์มือถือไม่ได้เกิดจากคลื่นสัญญาณโทรศัพท์มือถือที่แผ่ออกมาเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับวัสดุโลหะที่ใช้ทำโทรศัพท์มือถืออีกด้วย เนื่องจากโลหะจะเป็นตัวรวมคลื่นฟ้าผ่าให้พุ่งตรงมาที่ตัวโทรศัพท์ แทนที่จะเป็นการผ่าแบบกระจัดกระจาย ซึ่งนี่จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่รุนแรงมากกว่าปกติ

เนื่องจากปรากฏการณ์ฟ้าผ่าเกิดจากการปลดปล่อยประจุไฟฟ้าออกจากเมฆฝนฟ้าคะนอง หรือเมฆคิวมูโลนิมบัส มีลักษณะเป็นก้อนขนาดใหญ่ บริเวณฐานเมฆจะสูงจากพื้นประมาณ 2 กิโลเมตร และส่วนยอดเมฆอาจสูงถึง 20 กิโลเมตร โดยภายในก้อนเมฆจะมีการไหลเวียนของกระแสอากาศอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้หยดน้ำและก้อนน้ำแข็งในเมฆเสียดสีกันจนเกิดประจุไฟฟ้า โดยพบว่าประจุบวกมักจะอยู่บริเวณยอดเมฆ ส่วนประจุลบอยู่บริเวณฐานเมฆ ซึ่งประจุลบที่ฐานเมฆอาจจะเหนี่ยวนำให้พื้นผิวของโลกที่อยู่ใต้เงาของมันมีประจุเป็นบวกด้วย

การป้องกันอันตรายจากการถูกฟ้าผ่าในหน้าฝน

1.หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ในขณะฝนตกฟ้าคะนอง หรือสวมใส่อุปกรณ์ที่เป็นสื่อนำไฟฟ้าทั้งทองคำ เงินทองแดง นากและสร้อยโลหะ  รวมทั้งหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ต้นไม้สูง เสาไฟฟ้า ป้ายโฆษณา เพราะฟ้าผ่าลงที่สูง
2.ห้ามอยู่ใกล้หรือใช้อุปกรณ์ที่เป็นสื่อนำไฟฟ้า เช่น เครื่องมือการเกษตร โทรศัพท์มือถือ และโทรศัพท์สาธารณะ
3.ควรหลบในอาคารที่ติดตั้งสายล่อฟ้า จะช่วยป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่าได้ แต่ไม่ควรใช้โทรศัพท์ เปิดคอมพิวเตอร์ เล่นอินเตอร์เน็ต ดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ หรือยู่ใกล้ประตู
4.กรณีอยู่ในรถ ควรปิดกระจกทุกบาน หากฟ้าผ่าลงรถควรตั้งสติ ไม่ควรออกจากรถโดยเด็ดขาด เพราะกระแสไฟฟ้าที่ไหลตามผิวโลหะของตัวถังรถจะไหลลงสู่พื้นดิน

Posted in สุขภาพ | Tagged | Comments Off

การหาวิธีรับมือปัญหาในช่วงหน้าฝนอย่างทันท่วงที

ช่วงนี้อากาศค่อนข้างแปรปรวน ไม่โปร่งโล่งสบาย เชื้อไวรัสจึงเติบโตได้ดี และมีอายุในการเจริญเติบโตได้นานกว่าช่วงอื่นๆ ทำให้โรคที่พบส่วนใหญ่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไซนัส ภูมิแพ้ผิวหนัง ภูมิแพ้อากาศ เป็นต้น เมื่อไม่สามารถควบคุมสภาวะอากาศให้บริสุทธิ์สดชื่นและสมดุลได้ เราจึงควรสร้างสมดุลให้กับตัวเองเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงให้ช่วยรับมือกับอากาศแปรปรวนในหน้าฝน แต่อากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในช่วงหน้าฝน เพราะบางครั้งก็ร้อนอบอ้าว บางครั้งก็ร้อนชื้น ปริมาณความชื้นในอากาศที่เพิ่มขึ้น ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันและเกิดความไม่สมดุล จึงแสดงอาการต่างๆออกมา เช่น เจ็บคอ เป็นหวัด น้ำมูกไหลตลอดเวลา ผื่นแพ้ผิวหนัง ฯลฯ แต่ในทางกลับกันอุณหภูมิ และสภาพอากาศเช่นนี้เป็นที่ชื่นชอบเหมาะในการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี คนที่มีปัญหาเรื่องภูมิแพ้อากาศจึงมีโอกาสเป็นได้บ่อยและมากกว่าปกติ

โรคภัยต่างๆจะคอยแทรกแซงเข้ามาโดยที่เราอาจจะไม่รู้ตัวได้ ซึ่งโรคหวัดเป็นโรคที่พบเห็นเป็นประจำในช่วงหน้าฝนได้ง่ายที่สุด โดยเกิดจากเชื้อไวรัสที่มีอยู่ในอากาศ ดังนั้นเราจึงมีโอกาสได้รับเชื้อได้ตลอดเวลาและจะแสดงอาการถ้าเรารับเชื้อเข้าไปในขณะที่ร่างกายอ่อนแอ เมื่อรู้สึกว่าเป็นหวัดต้องรีบรักษาทันที ไม่เช่นนั้นไข้หวัดอาจลุกลามกลายเป็นโรคระบบทางเดินหายใจและปอดบวมได้ในที่สุดเมื่อเปียกฝนกลับมาควรอาบน้ำสระผมหาที่อุ่นๆอยู่และกินยาป้องกันไว้ สำหรับอาหารที่ควรรับประทาน ได้แก่ ขิง ข่า ตะไคร้ ใบกะเพรา กระชาย เพราะเป็นอาหารที่มีความเผ็ดร้อน เป็นการเพิ่มอุณหภูมิให้แก่ร่างกาย รับประทานให้ครบ 5 หมู่ เพิ่มผัก ผลไม้ที่จัดว่ามีวิตามินซีสูง เพราะเป็นวิตามินที่มีผลการวิจัยพบว่าช่วยเสริมภูมิต้านทานให้หายจากหวัดได้เร็วขึ้น เช่น ส้ม ฝรั่ง มะละกอ มะนาว กีวี พริกหยวก มะเขือเทศ หน่อไม้ฝรั่งและบรอกโคลี และไม่ควรทานอาหารที่มีความเย็น รสขม เพราะจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลงมากกว่าเดิม

การดูแลสุขภาพในช่วงหน้าฝน

1. รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ
2. พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ
3. รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ และดื่มน้ำสะอาด
4. ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง
5. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือคลุกคลีกับผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่รู้สึกว่าร่างกายอ่อนแอ
6. ออกกำลังกายเป็นประจำ
7. ระวังอย่าให้ถูกยุงกัด

Posted in สุขภาพ | Tagged | Comments Off

เตือนหน้าฝนระวังโรคฉี่หนูระบาด

เลปโตสไปโรซีสหรือโรคฉี่หนู เป็นโรคประจำถิ่นของไทย ปัจจุบันพบได้ทั้งในเขตเมืองและชนบท พบผู้ป่วยได้ตลอดปี แต่คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าโรคนี้พบได้เฉพาะในทุ่งนาหรือพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงหนูที่อาศัยอยู่ตามอาคารบ้านเรือนหรือสำนักงานต่างๆหรือที่เรียกว่าหนูบ้านก็เป็นพาหะนำโรคนี้มาสู่คนได้เช่นกัน โดยทั่วไปเชื้อโรคฉี่หนูจะเข้าสู่ร่างกายคนเราได้ 2 ทางคือทางปาก จากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อฉี่หนูเข้าไป และเชื้อไชเข้าทางแผล เยื่อบุในปากหรือตา หรือรอยผิวหนังถลอก รวมทั้งผิวหนังปกติที่แช่น้ำนานๆ เชื้อก็สามารถไชผ่านเข้าไปได้ หลังติดเชื้อประมาณ 10 วัน จะมีอาการป่วย ที่มีลักษณะเฉพาะต่างจากโรคอื่นๆ ได้แก่ มีไข้สูงทันทีทันใด ปวดศีรษะ ปวดตามกล้ามเนื้อมากโดยเฉพาะที่น่อง โคนขาทั้ง 2 ข้าง หากมีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์ แจ้งประวัติการลุยน้ำ ย่ำโคลน หรือการพบเห็นหนูในบ้านหรือสำนักงานให้แพทย์ทราบเพื่อให้การรักษาได้อย่างถูกต้อง ขณะนี้โรงพยาบาลทุกแห่งมียารักษาให้หายขาดได้

การรักษาโรคฉี่หนู คือการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อไปฆ่าเชื้อโรคในผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มอาการไม่รุนแรง จะให้ในรูปแบบยากินและรักษาแบบผู้ป่วยนอก ส่วนในผู้ป่วยกลุ่มอาการรุนแรงแพทย์มักให้นอนโรงพยาบาลและให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำนอกจากนี้จะให้การรักษาประคับประคองตามอาการไปร่วมกัน เช่น การเช็ดตัวเพื่อลดไข้ ให้ยาลดไข้ ให้ยาแก้ปวด ให้ยาแก้ไอ และแก้อาเจียนในผู้ป่วยกลุ่มอาการรุนแรง ต้องมีการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำหรืออาจต้องให้เลือด และเกล็ดเลือด หรือในกรณีที่มีไตวาย อาจต้องฟอกเลือด และถ้าเกิดภาวะหายใจล้มเหลว ก็ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ เป็นต้น

การป้องกันและการควบคุม

– การฉีดวัคซีนป้องกันโรคฉี่หนูให้กับสุนัข
– หลีกเลี่ยงไม่ให้สัตว์เลี้ยงไปเล่นน้ำท่วมขัง
– ควบคุมประชากรหนูซึ่งเป็นแหล่งแพร่เชื้อ
– กรณีที่มีสัตว์ป่วยเป็นโรคฉี่หนู ควรแยกเลี้ยงสัตว์ป่วยกับสัตว์ปกติ โดยที่เจ้าของสัตว์ไม่ควรสัมผัสกับตัวสัตว์ป่วย ปัสสาวะ อุจจาระ และสิ่งคัดหลั่งโดยตรง ควรใส่ถุงมือยาง และรองเท้าบู๊ต
– ควรทำความสะอาดบริเวณที่อยู่อาศัย กรง ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือความร้อน

กลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรค

– เกษตรกร ชาวไร่ชาวนา ชาวสวน
– คนงานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โค สุกร ปลา
– กรรมกรขุดท่อระบายน้ำ เหมืองแร่ โรงฆ่าสัตว์
– กลุ่มอื่นๆ เช่น แพทย์ เจ้าหน้าที่ห้องทดลอง ทหารตำรวจที่ปฏิบัติงานตามป่าเขา
– กลุ่มประชาชนทั่วไป มักเป็นเกิดในที่มีน้ำท่วม ผู้ที่บ้านมีหนูมาก ผู้ที่ปรุงอาหารหรือรับประทานอาหารที่ไม่สุก หรือปล่อยอาหารทิ้งไว้โดยไม่ปิดฝา

Posted in สุขภาพ | Tagged | Comments Off

“ฮ่องกงฟุต” หรือโรคน้ำกัดเท้า ที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าฝน

เมื่อถึงฤดูฝนกลับมาเยือนอีกครั้ง โปรดระวังรักษาสุขภาพของตนและคนในครอบครัวให้มากขึ้น โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็ก และมีผู้สูงอายุควรให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพเพราะเจ็บป่วยได้ง่าย เพราะในแต่ละฤดูกาลมักจะพบปัญหาของโรคผิวหนังที่แตกต่างกัน สำหรับในช่วงฤดูฝนที่มีฝนตกบ่อย และมีปัญหาน้ำเจิ่งนองตามท้องถนน รวมถึงปัญหาน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ด้วยปัญหาดังกล่าวก็ย่อมจะส่งผลต่อสุขภาพผิวหนังได้หลายกรณี ทั้งลักษณะของการเป็นผื่นภูมิแพ้ หรือผื่นแดงซึ่งเกิดจากความเปียกชื้นและรักษาความสะอาดไม่ถูกต้อง หากแต่ที่เด่นชัดและพบบ่อยที่สุดก็คือ อาการของโรคน้ำกัดเท้า

ถ้าฝนตกหนักต้องเดินย่ำน้ำสกปรกตามพื้นถนนไปทำงานหรือกลับบ้านติดต่อกันหลายวันในช่วงหน้าฝน นอกจากเท้าจะชื้นหรือเปื่อยแล้วยังอาจจะติดเชื้อโรคซึ่งปะปนอยู่ในน้ำสกปรกได้ ถ้าจำเป็นต้องย่ำน้ำหลังจากเข้าบ้านแล้วควรรีบล้างเท้าทำความสะอาด แล้วเช็ดให้แห้งโดยเฉพาะตามซอกนิ้วเท้า หากเท้ามีบาดแผลควรชะล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อก็จะช่วยป้องกันโรคน้ำกัดเท้าได้ โรคน้ำกัดเท้าในระยะแรกนี้ยังไม่มีเชื้อรา เป็นเพียงอาการระคายเคืองจากความเปียกชื้นและสิ่งสกปรกในน้ำ ทำให้เท้าเปื่อย ลอก แดง คันและแสบ การรักษาในระยะนี้ควรใช้ยาทาสเตียรอยด์อ่อนๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อราซึ่งจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองและแสบมากขึ้น

โรคเชื้อราที่เท้าหรือน้ำกัดเท้า

เป็นโรคที่ก่อความรำคาญในหน้าฝนเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่พบในผู้ชายที่ต้องสวมรองเท้าทำงานทั้งวัน ทำให้เกิดความอับชื้น หรือต้องลุยเท้าไปตามสถานที่ที่มีน้ำท่วมขังและน้ำสกปรก ซึ่งผู้ที่เป็นโรคน้ำกัดเท้านั้นจะมีอาการผื่นขาวยุ่ยที่ง่ามเท้า ตุ่มน้ำพองที่ฝ่าเท้า หรือฝ่าเท้าแดงมากเป็นขุย อาจมีโรคกลากของเล็บเท้าร่วมด้วย การรักษาแพทย์มักให้ยาฆ่าเชื้อราชนิดรับประทานและทาร่วมด้วย ใช้เวลา 6-8 สัปดาห์ ดังนั้นเพื่อป้องกันการติดเชื้อควรหลีกเลี่ยงการส่วมใส่รองเท้าถุงเท้าร่วมกัน หรือใช้ห้องน้ำร่วมกัน

ดังนั้นการดูแลป้องกันโรคเชื้อราที่เท้าไม่ให้กลับเป็นซ้ำอีกจึงมีความสำคัญ การรักษาความสะอาดให้เท้าแห้งอยู่เสมอ โดยการล้างน้ำฟอกสบู่และเช็ดเท้าให้แห้ง โดยให้ความสนใจเป็นพิเศษที่บริเวณซอกนิ้วเท้า เมื่อเช็ดให้แห้งแล้วให้ทายารักษาโรคเชื้อรา แต่ถ้ามีอาการรุนแรงและเรื้อรัง ทายาไม่ได้ผลอาจต้องพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเองซึ่งอาจจะมีผลข้างเคียงต่อตับไต และควรรักษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรหยุดใช้ยาเองแม้ว่าจะดีขึ้น การหยุดยาเร็วเกินไปขณะที่เชื้อยังไม่หมด มีโอกาส
กลับเป็นซ้ำอีกได้ง่าย

Posted in สุขภาพ | Tagged | Comments Off