แนวทางดูแลสุขภาพและร่างกายให้รอดปลอดภัยในช่วงหน้าฝน

ย่างเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ซึ่งสภาอากาศค่อนข้างแปรปรวนแล้ว สำหรับคนที่ไม่อยากเจ็บป่วย การดูแลสุขภาพในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย จัดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับมือกับไข้หวัด ซึ่งเป็นโรคยอดฮิตของโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เพราะหากว่าไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง ก็อาจจะกลายเป็นโรคหลอดลมอักเสบ และโรคปอดบวมได้ แม้ว่าในช่วงฤดูฝนจะมีทั้งสายฝน และความชื้นอยู่พอสมควร แต่อากาศก็ยังคงร้อนอยู่ดี ซึ่งก็ทำให้ร่างกายของเราเสียเหงื่อไปไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้นเราก็ควรดื่มน้ำเยอะ ๆ ไว้ก่อน เพื่อรักษาอุณหภูมิในร่างกายให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะ และเพื่อป้องกันร่างกายสูญเสียน้ำจากการที่เหงื่อออกมาจนเกินไปด้วย ซึ่งแพทย์ก็ได้ย้ำว่า โดยปกติแล้วร่างกายของเราจะสูญเสียน้ำประมาณ 4% ของน้ำหนักร่างกาย ทั้งจากการที่เหงื่อออก และการขับปัสสาวะ อีกทั้งร่างกายจะมีภาวะขาดน้ำต่อเมื่อร่างกายสูญเสียน้ำไปประมาณ 1% ของน้ำหนักตัว ดังนั้นแพทย์จึงแนะนำให้เราดื่มน้ำไม่ต่ำกว่า 1.5 ลิตรในแต่ละวันนั่นเอง ซึ่งภาวะร่างกายขาดน้ำ หรือได้รับน้ำไม่เพียงพอ อาจจะทำให้เกิดอาการหน้ามืด เป็นลมแดด เนื่องจากระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายปรวนแปร

คำแนะนำในการดูแลร่างกายให้ปลอดจากโรคในช่วงฤดูฝนมาให้ดังนี้
- เนื่องจากโรคทางเดินหายใจ ทั้งหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม เกิดขึ้นจากความอ่อนแอของร่างกาย เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันร่างกาย จึงติดเชื้อโรคที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ หรือจากการได้รับละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยที่ไอ จาม ได้ง่าย โดยกลุ่มที่ต้องระวังมากเป็นพิเศษคือ กลุ่มผู้สูงอายุ เด็กเล็ก รวมถึงผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว
- ระวังไม่ให้ถูกฝนหรือสัมผัสอากาศหนาว โดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรรีบอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่นโดยเร็ว
- ออกกำลังกายวันละประมาณ 30 นาที โดยอาจจะต้องเปลี่ยนมาเป็นการออกกำลังกายในร่ม หรือภายในบ้านแทนหากว่าฝนตก เพราะการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อความเจ็บป่วยที่จะเกิดขึ้น
- รับประทานอาหารปรุงสุก สะอาดถูกสุขอนามัย รวมถึงรับประทานผักผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามิน
- การล้างมือให้สะอาด ก็ช่วยให้ร่างกายปลอดภัยจากเชื้อไข้หวัดได้ดีอีกวิธีหนึ่ง
- นอกจากโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจแล้ว ฤดูฝนเช่นนี้ยังต้องระวังโรคติดต่อทางน้ำและทางอาหาร เช่น โรคท้องร่วง บิด ไทฟอยด์ หรืออาหารเป็นพิษด้วย เพราะสภาวะน้ำท่วมขังอาจส่งผลให้น้ำดื่มน้ำใช้มีเชื้อโรคปนเปื้อน ที่สำคัญอย่าลืมระวังโรคไข้เลือดออกที่มียุงเป็นพาหะเอาไว้ด้วยเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ก็เป็นแนวทางดูแลสุขภาพและร่างกายให้รอดปลอดภัยในช่วงหน้าฝน ซึ่งในระหว่างที่ฝนตกบ้างไม่ตกบ้างอย่างนี้ ก็อยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพให้ดี อย่าเผอเรอปล่อยปละละเลยรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ไป จนทำให้เป็นไข้หวัด หรือมีอาการป่วยกันได้นะคะ

การให้ความสำคัญกับการดูแลผิวพรรณในช่วงหน้าฝน

ฤดูฝนในประเทศไทย

มักจะมีอากาศร้อนสลับกับเย็น รวมถึงความชื้นในอากาศที่เพิ่มขึ้น เป็นผลให้เกิดปัญหาทางสุขภาพหลายอย่างตามมา เช่น ไข้หวัด หรืออาการภูมิแพ้ ดังนั้น เราจึงควรเตรียมตัวเพื่อพร้อมรับกับปัญหาสุขภาพต่างๆ เหล่านี้ ผิวพรรณ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณผู้หญิงต้องสนใจ ถึงแม้ว่าในฤดูฝนการดูแลรักษาผิวจะง่ายกว่าในฤดูอื่นๆ แต่ปัญหาที่พบบ่อย คือ การเป็นสิวเพิ่มขึ้น เพราะความชื้นสูงในอากาศจะทำให้เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของสิวเจริญเติบโตได้ดี ประกอบกับเมื่อผิวหน้าสัมผัสน้ำฝนที่มีเชื้อโรค ฝุ่นละออง หรือสารเคมี ก็ยิ่งทำให้เกิดสิวได้ง่าย การดูแลผิวหน้าจึงควรเริ่มจากการทำความสะอาดผิวหน้า โดยทำเป็นประจำวันละ 2 ครั้ง เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกและน้ำมันส่วนเกิน หลีกเลี่ยงการขัด หรือถูหน้าอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์อย่างสม่ำเสมอเพื่อคืนความชุ่มชื่นให้แก่ผิว หากมีสิวห้ามกดหรือแกะโดยเด็ดขาด เพราะทำให้เกิดรอยแดงหรือดำ รวมถึงแผลเป็นจากสิวได้

เพราะอากาศในฤดูฝนทั้งร้อนและชื้น

ทำให้เหงื่อไหลออกตามน่างกาย จึงเป็นเหตุทำให้ต่อมไขมันในร่างกายทำงานมากจนอาจสามารถเกิดดารอุดตันได้ ดังนั้นคุณผู้หญิงควรหาผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน บอบบางต่อผิวหนัง มาใช้ทำความสะอาดและบำรุงผิวเพื่อให้ผิวคงความชุ่มชื่นอย่างเหมาะสมอยู่เสมอ การหลีกเลี่ยงฝนเป็นวิธีและทางออกที่ดีสุดต่อทั้งร่างกายและผิวพรรณ จะได้ไม่ต้องคอยมานั่งหงุดหงิดเพราะเสื้อผ้าหน้าฝนเปียกชื้นเพราะฝนดังนั้นหากต้องเผชิญกับฝนอย่างที่คุณผู้หญิงเลี่ยงไม่ได้แล้วละก็ควรพกร่มติดกระเป่าไว้ หรือ เสื้อกันฝนไปเลยได้ยิ่งดี

วิธีการดูแลผิวให้ไกลสิวในช่วงหน้าฝน

1.ทำความสะอาดผิวหน้าด้วยการล้างหน้าเป็นประจำวันละ 2 ครั้ง ใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิวหน้า
2.หลายคนเมื่อเป็นสิวก็อดไม่ได้ที่จะแกะ เกา หรือบีบบริเวณหัวสิว ซึ่งการกระทำเหล่านี้จะทำให้เกิดเป็นร่อง รอยดำ รอยแดงบนใบหน้า
3.ทำความสะอาดผิวหลังล้างหน้าด้วยการใช้โทนเนอร์ที่ปราศจากแอลกอฮอล์ในการทำความสะอาดและกระชับรูขุมขนอีกครั้ง
4.เมื่อผิวหน้าพร้อมก็ถึงขั้นตอนของการใช้มอยซ์เจอไรเซอร์เพื่อคืนความชุ่มชื่นให้แก่ผิวอีกทางหนึ่ง
5.สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับครีมกันแดด เพื่อช่วยปกป้องใบหน้าจากรังสี UVA และ UVB ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว
6.เลือกรองพื้นที่เป็น Water-Based และ Noncomedogenic ก็ช่วยคลายกังวลเรื่องสิวขณะแต่งหน้าไปได้
7.สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือขั้นตอนการฟื้นฟูสภาพผิว พร้อมปรับสมดุลของผิวด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

สภาพอากาศประเทศไทยอยู่ใต้อิทธิพลของลมมรสุมฤดูร้อน

ประเทศไทยมีที่ตั้งอยู่ในซีกโลกเหนือทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของภาคพื้นทวีปยูเรเซีย โดยทางเหนือของประเทศประกอบด้วย ภาคพื้นดินกว้างใหญ่ ส่วนทางตอนใต้และทางตะวันออกของประเทศจะเป็นภาคพื้นน้ำที่กว้างใหญ่เช่นเดียวกัน จากการที่ประเทศไทยมีที่ตั้งอยู่ระหว่างพื้นดินและพื้นน้ำที่กว้างขวางนี้เองจึงทำให้ประเทศไทยอยู่ใต้อิทธิพลของลมมรสุมฤดูร้อนที่พัดจากน้ำเข้าสู่ภาคพื้นทวีป และลมมรสุมฤดูหนาวที่พัดจากภาคพื้นทวีปลงสู่ทะเล อันเป็นผลให้ในช่วงฤดูร้อน ประเทศไทยจะมีสภาพอากาศชุ่มชื้นและมีฝนตกชุกติดต่อกันโดยเฉลี่ยประมาณ 6 เดือน ส่วนในช่วงฤดูหนาวจะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม ฤดูหนาวจึงทำให้มีสภาพอากาศที่แห้งแล้งและหนาวเย็น ราวๆ 3 เดือนเท่านั้น ส่วนระยะเวลาที่เหลืออีกประมาณ 3 เดือนจะเป็นช่วงที่อากาศร้อนและแห้งแล้งมาก

ภาวะโลกร้อนนี้มีผลต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิต

เนื่องจากอุณหภูมิโดยรวมสูงขึ้นทำให้ฤดูกาลต่างๆเปลี่ยนแปลงไป สิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้ ก็จะค่อยๆตายลงและอาจสูญพันธุ์ไปในที่สุด สำหรับผลกระทบต่อมนุษย์นั้นอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นอาจทำให้บางพื้นที่กลายเป็นทะเลทราย ประชาชนขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม บางพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมหนักเนื่องจากฝนตกรุนแรงขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกและบนยอดเขาสูงละลายทำให้ปริมาณน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น พื้นที่ชายฝั่งทะเลได้รับผลกระทบโดยตรง อาจทำให้บางพื้นที่จมหายไปอย่างถาวร

ภูมิอากาศของประเทศไทยขึ้นอยู่กับระบบของลมมรสุมที่พัดตามฤดูกาล

- ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จะเริ่มประมาณกลางเดือนตุลาคมไปจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ แต่บางที่อาจจะเลยไปถึงเดือนมีนาคมได้ ลมนี้มีความสัมพันธ์กับ ฤดูหนาวใน ซีกโลกเหนือ คือพื้นดินของทวีปเอเชียมีความหนาวเย็น อุณหภูมิลดลงต่ำ มีความกดอากาศสูง ซึ่งศูนย์กลางอยู่ที่ไซบีเรีย ส่วนบริเวณทางใต้มีลักษณะตรงกันข้ามทำให้เกิดลมพัดจากแผ่นดินสู่พื้นน้ำ เป็นลมหนาวแห้งแล้งพัดออกจากศูนย์กลาง ความกดอากาศสูง พัดมายังประเทศไทยทางภาคเหนือ ภาคตะวันออก เฉียงเหนือ ภาคกลาง ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออก ลมนี้จะพัดผ่านอ่าวไทยจึงนำฝนมาตกด้วย

- ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในฤดูร้อนของซีกโลกเหนือ บริเวณทวีปเอเชียเป็นแหล่งความร้อนระอุ อุณหภูมิสูง ความกดอากาศต่ำ ส่วนในบริเวณน่านน้ำมหาสมุทร แปซิฟิก และอินเดีย ไม่ร้อนเท่ามีความกดอากาศสูง ทำให้มีลมพัดจากบริเวณน่านน้ำสู่พื้นทวีป เป็นลมตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อพัดข้ามเส้นศูนย์สูตรลมจะเบี่ยงเบนไปทาง ขวามือ กลายเป็นลมตะวันออก เฉียงใต้ ลมนี้จะพัดตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนกันยายน ส่วนภาคใต้ของประเทศไทยลมนี้จะไปสิ้นสุดราวกลางเดือนตุลาคม ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นฤดูฝนของ ประเทศไทย

- ลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ เป็นลมพัดประจำตลอดเวลา 3 เดือน จากเดือนกุมภาพันธ์-เดือนเมษายน เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือถอยไปจากภาคใต้ จึงมีลมจากทาง ทิศใต้และตะวันออกเฉียงใต้พัดเข้ามาแทนที่ ลมนี้พัดมาจากความกดอากาศสูงในทะเลจีนใต้ เป็นลมที่ร้อนและชื้น ทำให้อุณหภูมิสูงโดยทั่วไป ในช่วงนี้ ภาคใต้จะมีฝนตกน้อยกว่าระยะอื่นของปี

ผลกระทบและความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในช่วงหน้าฝนต่อสุขภาพอนามัย

ประเทศไทยจะเข้าสู่ช่วงหน้าฝนในเดือนพฤษภาคมที่เกิดจากการพัดผ่านของลมมรสุมที่ปกคลุมประเทศไทย และความกดอากาศต่ำ ทำให้ฝนตกชุก จะอยู่ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมไปจนถึงปลายเดือนมิถุนายน โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากทำให้เกิดเหตุอุทกภัย

ประเทศไทยในเวลานี้เป็นช่วงที่มีสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวฝนตก เพราะเหตุนี้เราจึงต้องหันมาดูแลสุขภาพ เพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลง และป้องกันการเกิดโรคต่างๆตามมา โดยเฉพาะโรคไข้หวัด เพราะหากไม่มีการดูแลรักษาที่ดี อาจส่งผลให้เป็นโรคหลอดลมอักเสบได้ และสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ ก็ควรหันมาดูแลสุขภาพมากกว่าคนอื่น และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายนั้นไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายสมบูรณ์ ยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคอีกด้วย การออกกำลังกายมีหลายวิธี เช่น การเดิน การวิ่ง การขี่จักรยาน และการออกกำลังกายที่เหมาะสมควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที ต่อวัน แค่นี้ร่างกายของเราก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆ

นอกจากโรคหวัด ภูมิแพ้ ยังมีโรคหลอดลมอักเสบ และโรคปอดบวม ที่พบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน ซึ่งโรคปอดบวมนี้ถือว่าเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะหากเกิดในเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี หรือผู้สูงอายุ หากพบว่าตนเองมีอาการผิดปกติ หรือบุคคลใกล้ชิดสังเกตเห็น ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที

การออกกำลังกายที่ถูกต้องควรเริ่มจากเบาๆ ก่อน แล้วค่อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้ร่างกายเกิดการปรับตัว แต่เมื่อเพิ่มแล้วไม่ควรหนักเกินไป โดยเฉพาะสภาพอากาศที่ร้อนจัด ที่ทำให้เกิดโรคที่อันตรายได้ นอกจากนี้ระหว่างการออกกำลังกายควรดื่มน้ำให้เพียงพอ และควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพราะจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ดังนั้น หาก    เราดูแลสุขภาพได้เป็นอย่างดีแล้ว ไม่เพียงแต่ช่วยให้มีสุขภาพดีในช่วงหน้าฝนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรงในระยะยาวได้อีกด้วย

ช่วงหน้าฝนทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้น เชื้อโรคเหล่านี้สามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ถ้าไม่อยากเป็นโรค เราควรดูแลรักษาสุขภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อโรคร้าย ที่ระบาดในช่วงหน้าฝนนี้

วิธีคืนความสมดุลให้กับร่างกายรับสภาพอากาศในช่วงหน้าฝน

ความสมดุลในร่างกาย คือ การที่ระบบอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานอย่างสัมพันธ์กัน โดยความสมดุลของร่างกายอยู่ที่ประมาณ 37 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าอุณหภูมิภายนอกจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นร้อน เย็น หรือชื้น ร่างกายก็จะปรับอุณหภูมิภายในให้อยู่สภาวะคงที่ 37 องศา

แต่อากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในช่วงหน้าฝน บางครั้งก็ร้อนอบอ้าว บางครั้งก็ร้อนชื้น ปริมาณความชื้นในอากาศที่เพิ่มขึ้น ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันและเกิดความไม่สมดุล จึงแสดงอาการต่าง ๆ ออกมา เช่น เจ็บคอ เป็นหวัด น้ำมูกไหลตลอดเวลา ผื่นแพ้ผิวหนัง ฯลฯ

แต่ในทางกลับกันอุณหภูมิ และสภาพอากาศเช่นนี้เป็นที่ชื่นชอบเหมาะในการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี คนที่มีปัญหาเรื่องภูมิแพ้อากาศจึงมีโอกาสเป็นได้บ่อยและมากกว่าปกติ ดังนั้นเราจึงควรหาวิธีดูแลและเตรียมตัวรับมือกับอากาศที่แปรปรวนในช่วงหน้าฝน เพื่อคืนความสมดุลให้กับร่างกายเสียแต่เนิ่น ๆ

วิธีคืนความสมดุลให้กับร่างกายในช่วงหน้าฝนว่า ช่วงนี้อากาศค่อนข้างแปรปรวน ไม่โปร่งโล่งสบาย เชื้อไวรัสจึงเติบโตได้ดี และมีอายุในการเจริญเติบโตได้นานกว่าช่วงอื่น ๆ ทำให้โรคที่พบส่วนใหญ่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไซนัส ภูมิแพ้ผิวหนัง ภูมิแพ้อากาศ เป็นต้น เมื่อไม่สามารถควบคุมสภาวะอากาศให้บริสุทธิ์สดชื่นและสมดุลได้ เราจึงควรสร้างสมดุลให้กับตัวเองเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ด้วย 10 วิธีง่าย ๆ ช่วยรับมือกับอากาศแปรปรวนในหน้าฝน

1. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 1.5 ลิตร เพื่อให้สมดุลของอุณหภูมิในร่างกายคงที่ จะช่วยทำให้โอกาสการติดเชื้อลดลง

2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ถ้านอนหลับยาก ลองรับประทานกล้วยหอมก่อนนอน ซึ่งกล้วยหอมจะมีสารทริปโตเฟน ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและหลับได้ง่ายขึ้น

3. หน้าฝนมักจะไม่ค่อยเสียเหงื่อ เพราะอากาศชื้น ควรออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายได้ขับของเสีย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายวิธีหนึ่งด้วย

4. อาหารที่ควรรับประทานอาหาร ได้แก่ ขิง ข่า ตะไคร้ ใบกะเพรา กระชาย เป็นต้น เพราะเป็นอาหารที่มีความเผ็ดร้อน เป็นการเพิ่มอุณหภูมิให้แก่ร่างกาย

5. อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงรับประทาน คือ อาหารที่มีฤทธิ์เย็น รสขม เพราะจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลงมากกว่าเดิม ส่งผลให้ระบบการย่อยทำงานหนัก ย่อยยาก

6. ไม่ควรอยู่ในที่อึดอัด เพราะจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ควรอยู่ที่อากาศแห้งและถ่ายเทสะดวก เปิดประตูหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ และทำตัวเป็นมนุษย์สะอาด ล้างมือทุกครั้งหลังทำกิจกรรมเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค

7. หน้าฝนอากาศไม่ปลอดโปร่ง ทำให้คนมีจิตใจหดหู่ ควรหาเวลาไปพักผ่อนเพื่อเพิ่มออกซิเจนบริสุทธิ์ให้กับร่างกาย

8. อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้ร่างกายเสียสมดุลได้ง่าย เสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วยการรับประทานวิตามินซีเสริมวันละ 500-1,000 มิลลิกรัม

9. ควรใส่เสื้อผ้าสีสดใส เพื่อเติมพลังงานให้กับจิตใจ ใครจะคิดบ้างว่าแค่การปรับเปลี่ยนสีเสื้อผ้าก็ทำให้อารมณ์คุณเปลี่ยนแล้ว

10. นอกจากเตรียมความพร้อมของร่างกายแล้ว ควรเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ ทำจิตใจให้สงบนิ่ง ด้วยการนั่งสมาธิ เพื่อรับมือกับทุกสภาวะ

ไม่ว่าสภาพอากาศบ้านเราจะเป็นอย่างไร เราก็ควรใส่ใจกับสุขภาพของตัวเองด้วย และดูแลสุขภาพให้เหมาะกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยนะค่ะ

WordPress Themes