วิธีคืนความสมดุลให้กับร่างกายรับสภาพอากาศในช่วงหน้าฝน

ความสมดุลในร่างกาย คือ การที่ระบบอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานอย่างสัมพันธ์กัน โดยความสมดุลของร่างกายอยู่ที่ประมาณ 37 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าอุณหภูมิภายนอกจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นร้อน เย็น หรือชื้น ร่างกายก็จะปรับอุณหภูมิภายในให้อยู่สภาวะคงที่ 37 องศา

แต่อากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในช่วงหน้าฝน บางครั้งก็ร้อนอบอ้าว บางครั้งก็ร้อนชื้น ปริมาณความชื้นในอากาศที่เพิ่มขึ้น ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันและเกิดความไม่สมดุล จึงแสดงอาการต่าง ๆ ออกมา เช่น เจ็บคอ เป็นหวัด น้ำมูกไหลตลอดเวลา ผื่นแพ้ผิวหนัง ฯลฯ

แต่ในทางกลับกันอุณหภูมิ และสภาพอากาศเช่นนี้เป็นที่ชื่นชอบเหมาะในการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี คนที่มีปัญหาเรื่องภูมิแพ้อากาศจึงมีโอกาสเป็นได้บ่อยและมากกว่าปกติ ดังนั้นเราจึงควรหาวิธีดูแลและเตรียมตัวรับมือกับอากาศที่แปรปรวนในช่วงหน้าฝน เพื่อคืนความสมดุลให้กับร่างกายเสียแต่เนิ่น ๆ

วิธีคืนความสมดุลให้กับร่างกายในช่วงหน้าฝนว่า ช่วงนี้อากาศค่อนข้างแปรปรวน ไม่โปร่งโล่งสบาย เชื้อไวรัสจึงเติบโตได้ดี และมีอายุในการเจริญเติบโตได้นานกว่าช่วงอื่น ๆ ทำให้โรคที่พบส่วนใหญ่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไซนัส ภูมิแพ้ผิวหนัง ภูมิแพ้อากาศ เป็นต้น เมื่อไม่สามารถควบคุมสภาวะอากาศให้บริสุทธิ์สดชื่นและสมดุลได้ เราจึงควรสร้างสมดุลให้กับตัวเองเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ด้วย 10 วิธีง่าย ๆ ช่วยรับมือกับอากาศแปรปรวนในหน้าฝน

1. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 1.5 ลิตร เพื่อให้สมดุลของอุณหภูมิในร่างกายคงที่ จะช่วยทำให้โอกาสการติดเชื้อลดลง

2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ถ้านอนหลับยาก ลองรับประทานกล้วยหอมก่อนนอน ซึ่งกล้วยหอมจะมีสารทริปโตเฟน ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและหลับได้ง่ายขึ้น

3. หน้าฝนมักจะไม่ค่อยเสียเหงื่อ เพราะอากาศชื้น ควรออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายได้ขับของเสีย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายวิธีหนึ่งด้วย

4. อาหารที่ควรรับประทานอาหาร ได้แก่ ขิง ข่า ตะไคร้ ใบกะเพรา กระชาย เป็นต้น เพราะเป็นอาหารที่มีความเผ็ดร้อน เป็นการเพิ่มอุณหภูมิให้แก่ร่างกาย

5. อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงรับประทาน คือ อาหารที่มีฤทธิ์เย็น รสขม เพราะจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลงมากกว่าเดิม ส่งผลให้ระบบการย่อยทำงานหนัก ย่อยยาก

6. ไม่ควรอยู่ในที่อึดอัด เพราะจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ควรอยู่ที่อากาศแห้งและถ่ายเทสะดวก เปิดประตูหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ และทำตัวเป็นมนุษย์สะอาด ล้างมือทุกครั้งหลังทำกิจกรรมเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค

7. หน้าฝนอากาศไม่ปลอดโปร่ง ทำให้คนมีจิตใจหดหู่ ควรหาเวลาไปพักผ่อนเพื่อเพิ่มออกซิเจนบริสุทธิ์ให้กับร่างกาย

8. อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้ร่างกายเสียสมดุลได้ง่าย เสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วยการรับประทานวิตามินซีเสริมวันละ 500-1,000 มิลลิกรัม

9. ควรใส่เสื้อผ้าสีสดใส เพื่อเติมพลังงานให้กับจิตใจ ใครจะคิดบ้างว่าแค่การปรับเปลี่ยนสีเสื้อผ้าก็ทำให้อารมณ์คุณเปลี่ยนแล้ว

10. นอกจากเตรียมความพร้อมของร่างกายแล้ว ควรเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ ทำจิตใจให้สงบนิ่ง ด้วยการนั่งสมาธิ เพื่อรับมือกับทุกสภาวะ

ไม่ว่าสภาพอากาศบ้านเราจะเป็นอย่างไร เราก็ควรใส่ใจกับสุขภาพของตัวเองด้วย และดูแลสุขภาพให้เหมาะกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยนะค่ะ

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศอาจจะทำให้ร่างกายเกิดอาการไม่สบายได้

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศอาจจะทำให้ร่างกายเกิดอาการไม่สบายได้

จากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง อากาศที่ร้อนขึ้น และความชื้นที่เพิ่มมากขึ้นจะทำให้ภัยธรรมชาติต่างๆ เกิดบ่อยครั้งและรุนแรง จะทำให้เกิดพายุรุนแรงและสภาพอากาศแปรปรวนบ่อยครั้งขึ้น รวมไปถึงอัตราเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของแนวโน้มอุทกภัยแบบฉับพลันด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งในช่วงเดือนมีนาคม 2554 ที่ผ่านมาประเทศไทยได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดไม่ว่าจะเป็นการแปรปรวนของสภาพอากาศทำให้ประเทศไทยมีอากาศหนาวเย็นลงจนต้องรื้อเสื้อกันหนาวมาใส่ ทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงของฤดูร้อน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน และต่อมาในช่วงปลายเดือนมีนาคมได้เกิดอุทุกภัยและดินถล่มในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากขาดแคลนอาหารน้ำดื่ม ไร้ที่อยู่อาศัย และก่อให้เกิดภาวะเครียด บางคนถึงกับฆ่าตัวตาย เนื่องจากสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมาก เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล ดังนั้นคนจำนวนมากจึงไม่ได้เตรียมความพร้อมที่รับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งในอนาคตเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นและรุนแรงมากขึ้น ทำให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยต่างมีชีวิตอยู่อย่างหวาดผวา และวิตกจริตมากขึ้น

ภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นไม่เพียง แต่ส่งกระทบที่รุนแรงต่อประเทศไทยในทางกายภาพเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศชาติ เช่นเดียวกัน กล่าวคือ การยุบตัวของพื้นที่ชายฝั่ง ภูมิอากาศแปรปรวน โรคระบาดรุนแรง และผลกระทบอื่นๆ ส่งผลให้มีประชากรบาดเจ็บล้มตาย ทิ้งที่ทำกิน และไร้ที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ประชาชนยังจะได้รับความเดือดร้อนจากการ ขาดแคลนอาหารและน้ำดื่มที่ถูกสุขลักษณะระหว่างภาวะน้ำท่วม และความเสียหายที่เกิดกับระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ  ซึ่งโดยมาก ผู้ที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจะเป็นประชาชนที่มีความยากจน และไม่มีทุนทรัพย์พอที่จะป้องกันผลกระทบของภาวะโลกร้อนได้ ยกตัวอย่างเช่น การป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มในพื้นที่ทำกิน อาจทำได้โดยการสร้างเขื่อน และประตูน้ำป้องกันน้ำเค็ม แต่วิธีการนี้ต้องลงทุนสูง ดังนั้นเมื่อราคาของการป้องกันสูงเกินกว่าที่ชาวนาจะสามารถรับได้ การทิ้งพื้นที่ทำกินในบริเวณที่ให้ผลผลิตต่ำจึงเป็นทางออกที่คาดว่าจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ ความเสียหายต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมที่สำคัญตามแนวชายฝั่งที่ยุบตัว ภัยธรรมชาติ และความเสียหายที่เกิดจากเหตุการณ์ธรรมชาติที่รุนแรง ล้วนส่งผลให้ผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าออกหลักของประเทศมีปริมาณลดลง พื้นที่ที่คุ้มค่าแก่การป้องกันในเชิงเศรษฐกิจ และพื้นที่ที่มีการพัฒนาสูง อาจได้รับการป้องกันล่วงหน้า เช่น นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จำต้องมีโครงสร้างป้องกันกระแสคลื่น ซึ่งจะรุนแรงขึ้นเมื่อน้ำทะเลสูงขึ้น หรือการสร้างกำแพงกั้นน้ำทะเลหรือเขื่อน เพื่อป้องกันการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทางการเกษตร และการทำนาเกลือ เป็นต้น

อาการปวดหลังบ่อย ๆ เรื่ืองที่ไม่ควรละเลย

200177292-001

 

นับว่าเป็นเรื่องที่คุ้นเคยและพบกันมาอย่างยาวนาน สำหรับคนในวัยชรา หรือเริ่มที่จะมีสุขภาพไม่แข็งแรงเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะที่เห็นและแสดงท่าทีออกมาบ่อยที่สุด ก็เห็นจะเป็นเรื่องของอาการปวดหลังนั่นเอง เพราะว่าอาการปวดหลังนี้นั้น อาจจะเกิดขึ้นด้วยหลากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกแรงใช้กำลังกาย ในท่าทางที่ไม่เหมาะ ก็สามารถก่อให้เกิดอาการปวดหลังได้ หรืออาจจะมีโรคภัยต่าง ๆ ซ่อนอยู่ก็เป็นได้เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าดูผิวเผินอาการปวดหลังนี้นั้นจะดูไม่รุนแรงเท่าไหร่นัก ก็อย่าได้ปล่อยให้เกิดอาการเช่นนี้ โดยที่ไม่ได้รับการรักษาเลยครับ เพราะว่าอันตรายในระยะยาวย่อมจะแก้ไขได้ยาก

อาการปวดหลังนั้น เกิดจากปัญหากล้ามเนื้อ และกระดูก ซึ่งมีสาเหตุหลัก ๆ มาเพียงแค่สองอย่างเท่านั้น อย่างแรกเลยก็คือเกิดจากการยกของหนัก นั่ง นอน และยืนไม่เป็นท่า หมายความว่านั่งผิดวิธี นอนผิดวิธี และยืนผิดวิธีนั่นเองครับ เราจะสังเกตุได้ว่าบางครั้งนั้นเรานอนตื่นขึ้นมาด้วยความเหนื่อยล้า อาทิเช่นนอนคว่ำหน้าตลอดคืน เมื่อตื่นขึ้นมานั้น ช่วงหน้าอกของคุณ จะมีปัญหาในเรื่องของอาการเจ็บปวดอยู่นั่นเองครับ หรือถ้านอนคะแคงไม่ถูกที่ ก็อาจจะทำให้ปวดเมื่อยเอวก็ยังเป็นไปได้เหมือนกันนั่นเอง

หรืออย่างที่สองปัญหาเหล่านี้ก็อาจจะเกิดจากการที่เรานั้นมีโรคประจำตัว ที่สามารถทำให้กระดูก และร่างกายไม่แข็งแรงมากรัก อย่างในส่วนของสองข้อนี้นั้น ข้อแรกยังพอแก้ไขได้ แต่อย่างที่สองบางครั้งก็อาจจะต้องรอเรื่องของ “ความหวัง” อยู่บ่อยครั้งไปนั่นเอง สำหรับคนที่กำลังป่วยอยู่เองนั้น ข้อสองนับได้ว่าเป็นข้อที่โหดร้ายมากที่สุด เพราะว่าเป็นเรื่องของการกลับไปแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ได้ยากเย็นยิ่งขึ้นนั่นเองครับ

แนวทางการแก้ปัญหาสุขภาพด้านอาการปวดหลังนั้น ก็จะต้องมีวิธีเดียวที่จะรักษา และควบคุมร่างกายเราได้บ้าง นั่นก็คือการออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่มีแต่สุขภาพ ปัญหาปวดหลังที่หลาย ๆ คนเป็นนั้น มักจะพบในกลุ่มคนอ้วนด้วยซ้ำไป เพราะว่าคนรุ่นใหม่ตอนนี้นั้น ก็อาจจะทำงานในสำนักงานเสียเป็นส่วนมาก อีกทั้งไม่ค่อยได้เดินออกไปไหน อาการปวดหลังก็อาจจะเกิดขึ้นเพราะว่านั่งทำงานหลังแข็ง จนสุขภาพนั้นมีความรู้สึกว่าย่ำแย่ลง

 

WordPress Themes